Investment Under Donald Trump Administration
Overall Policies
ภาษี
- เตรียมลดภาษีบุคคลธรรมดาที่เดิมสูงสุงที่ 39.6% มาเหลือ 25%
- ลดภาษีนิติบุคคลจาก 35% มาเหลือ 15%
- อนุญาตให้บริษัทที่มีเงินสดเก็บไว้ในต่างประเทศ สามารถนาเข้ากลับเข้ายังสหรัฐฯได้โดยเสียภาษีเพียง 10% จากเดิมที่สูงถึง 30 –40%
การใช้จ่ายภาครัฐ
- เพิ่มการใช้จ่ายทางด้านการทหาร ยกเลิกการสนับสนุนรายจ่ายทางทหารที่อยู่ในเอเชีย แปซิฟิกเช่นเกาหลีใต้ และญี่ปุ่น
- ลงทุนและฟื้นฟูสาธารณูปประโภคพื้นฐานทั่วประเทศ
- ยกเลิก Affordable Care Act (Obama care)
ตรวจคนเข้าเมือง
- ผลักดันให้คนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมายราว 11 ล้านคนหรือ 5.1% ของแรงงานทั้งประเทศกลับสู่ประเทศต้นทาง
- สร้างกาแพงกั้นพรมแดนระหว่างสหรัฐฯและเม็กซิโก
- มีแนวคิดไม่ให้ชาวมุสลิมเดินทางเข้าสหรัฐฯ
นโยบายต่างประเทศ
- ปรับเปลี่ยนหรือถอนตัวจากข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (NAFTA) และความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ ภาคพื้นแปซิฟิค (TPP)
- ปฏิรูปนโยบายการค้ากับประเทศจีน และสร้างกาแพงภาษีสาหรับสินค้าที่นาเข้าจากประเทศจีน
- เน้นการสร้างงานและผลิตสินค้าภายในประเทศ ลดการพึ่งพาสินค้าจากต่างประเทศ
- กลับมาคว่ำบาตรอิหร่านอีกครั้งหนึ่ง
อื่นๆ
- ลดกฏระเบียบการควบคุมทางการเงิน ยกเลิกการใช้ Dodd-Frank
- มีนโยบายให้กลับมาใช้พลังงานฟอสซิล เช่นถ่านหิน ก๊าซและน้ามัน แทนพลังงานทดแทน และลดกฏทะเบียนต่างๆ
Market Reaction

ในวันที่ 9 พฤศจิกายนซึ่งยังไม่มีการประกาศผลเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ ตลาดการลงทุนในทุกสินทรัพย์ผันผวนอย่างหนักโดยเฉพาะตลาดหุ้นเอเชียที่ทรุดตัวลงอย่างรวดเร็วหลังจากที่คะแนนเสียงของ Donald Trump เริ่มแซงนำ Clinton ทำให้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นทรุดตัวลงหนัก ค่าเงินเยนแข็งค่า ส่วนราคาทองคำปรับตัวขึ้นได้กว่า 4%
อย่างไรก็ตามเมื่อเป็นที่แน่ชัดแล้วว่า Donald Trump ชนะการเลือกตั้งและพรรครีพับลิกันสามารถครองเสียงข้างมากทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ตลาดหุ้นเริ่มฟื้นตัวได้และราคาทองคำเริ่มย่อตัวลง การฟื้นตัวอย่างชัดเจนเกิดขึ้นเมื่อ Donald Trump ขึ้นเวทีประกาศชัยชนะและพูดต่อผู้สนับสนุนว่าจะพูดคุยกับนานาประเทศด้วยความเป็นธรรมกับทุกๆคน เพื่อสร้างจุดยืนร่วมกัน ไม่ใช้สร้างศัตรู สร้างความสัมพันธ์ ไม่สร้างความขัดแย้ง นักลงทุนมองว่าคาแถลงดังกล่าวไม่แข็งกร้าวเหมือนช่วงหาเสียง ส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯและยุโรปสามารถปิดตลาดในแดนบวกได้กว่า 1% ส่วนราคาทองคำลดช่วงบวกลงมาเหลือปรับตัวขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ในขณะที่ตลาดหุ้นเอเชียสามารถปรับตัวขึ้นได้กว่า 1% ในทุกตลาดหลักในวันทำการถัดไป

Investment Theme
Theme 1 : Fiscal Stimulus, domestic spending, higher interest rate
- แผนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ จะทำให้เกิดการจ้างงานเป็นจำนวนมาก เกิดการลงทุนในเครื่องจักร รวมถึงการซื้อวัสดุก่อสร้างและสินแร่ต่างๆ
- การลดภาษีและการเพิ่มการจ้างงาน ทำให้ประชาชนจะมีรายได้มากขึ้น หนุนให้การใช้จ่ายภาคครัวเรือนปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน
- อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นทั้งจากการใช้จ่ายและการลงทุน มีการขอสินเชื่อเพิ่มมากขึ้น ธนาคารกลางสหรัฐฯมีแนวโน้มต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยรวมถึงการยกเลิกกฏ Dodd-Frank ช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ ปัจจัยข้างต้นล้วนส่งผลบวกต่อกลุ่มธนาคารพาณิชย์
ทางเลือกการลงทุน
1.การเติบโตของเศรษฐกิจ –ลงทุนผ่านกองทุน ASP-S&P 500 ที่ลงทุนใน ETF ของ S&P 500 ที่จะได้รับประโยชน์จากภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่ดีขึ้น
2.ธนาคารพาณิชย์ –กองทุน KT-FINANCE ที่ลงทุนในหุ้นสถาบันการเงินทั่วโลก แบ่งเป็นในสหรัฐฯ 41% ยุโรโซน 13% ส่วนที่เหลือเป็นเอเชีย ยุโรปและอื่นๆ หรือหุ้น XLF US ซึ่งเป็น ETF ของกลุ่มการเงินในสหรัฐฯ JPM US (JPMorgan Chase), BAC US (Bank of America)
3.กลุ่มก่อสร้าง / เครื่องจักร / เหมืองแร่ –หุ้น XLB US ซึ่งเป็น ETF ของกลุ่ม Material ในสหรัฐฯ, CAT US (Caterpillar) ผู้ผลิตเครื่องจักรหนัก, BLT LN (BHP Billiton) บริษัทเหมืองแร่รายใหญ่ของโลก
4.หุ้นที่เกี่ยวข้องกับการใช้จ่ายของประชาชน –V US (Visa), MA US (Mastercard)
Theme 2 : Health Care
- Trump ต้องการให้ราคายาเปลี่ยนแปลงไปอย่างเสรีตามภาวะตลาด เป็นผลดีต่อหุ้น Biotechซึ่งต่างจาก Clinton ที่ต้องการควบคุมราคายา และทาให้ราคาหุ้นBiotech ทรุดตัวลงอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา
- ต้องการยกเลิก Affordable Care Act (Obama care) เป็นปัจจัยลบต่อกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการบริการทางการแพทย์ โรงพยาบาลและบริษัทประกันสุขภาพ
- อย่างไรก็ตาม Trump เคยพูดว่าต้องการให้ราคายาถูกลงผ่านการนำเข้ายาจากต่างประเทศ จึงอาจเป็นปัจจัยลบที่กลับมากดดันหุ้นกลุ่ม Biotech หรือ Pharmaceutical ในอนาคต
ทางเลือกการลงทุน
1.กองทุนที่ให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้น Biotech –SCBGHC, PHATRA GHC
2.IBB US ซึ่งเป็น ETF ของกลุ่ม Biotech
3.หุ้นบริษัทผู้ผลิตยา –PFE US (Pfizer), MRK US (Merck & co.), JNJ US(Johnson and Johnson)
Theme 3 : Defense
- แผนการเพิ่มกำลังทหารผลิตเรือรบ และเครื่องบิน รวมถึงระบบยุโธปกรณ์ต่างๆ ปฎิรูประบบข่าวกรอง และเตรียมตัวสำหรับภัยคุกคามผ่านระบบ cyber ส่งผลดีต่อบริษัทผลิตอาวุธต่างๆ
- คำสัญญาที่จะกำจัดกลุ่ม ISIS ให้หมดสิ้นโดยเร็ว ทำให้ต้องมีการเพิ่มรายจ่ายด้านการทหารเป็นจำนวนมาก
ทางเลือกการลงทุน
1.หุ้นที่เกี่ยวข้องกับการทหาร เช่น BA US(Boeing), LMT US (Lockheed Martin), NOCUS (Northrop Grumman) หรือ RTN US (Raytheon)
** หุ้น BA US อาจได้รับผลกระทบจากดีลการขายเครื่องบินให้แก่อิหร่านที่ต้องชะงักไปเนื่องจาก Trump ต้องการให้กลับมาคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจกับอิหร่านอีกครั้งหนึ่ง
Theme 4 : Technology
- หุ้น Technology เป็นกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนในระดับสูงสำหรับปีนี้ ซึ่งจะได้รับทั้งผลดีและผลเสียจาก Trump
- คาดว่าบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ต่างๆจะร่วมมือกับนโยบายที่เปิดโอกาสให้บริษัทข้ามชาติต่างๆสามารถนำเงินกลับประเทศได้โดยเสียภาษีในอัตราภาษีต่ำ ทำให้บริษัทสามารถนำเงินก้อนนี้มาลงทุนด้าน R&D เพิ่มเติม หรือคืนเงินให้แก่ผู้ถือหุ้นผ่านการซื้อหุ้นคืนหรือจ่ายเงินปันผล เป็นปัจจัยบวกต่อราคาหุ้นและการเติบโตในอนาคต
- ในขณะเดียวกันก็คาดว่าค่าเงินดอลลาร์จะแข็งค่ามากขึ้น ส่งผลกระทบให้การบันทึกรายได้ในสกุลเงินสหรัฐฯมีมูลค่าลดลง
- ติดตามดูนโยบายทางการค้าโดยเฉพาะกับจีน หากมีการตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากจีน คาดว่ารัฐบาลจีนจะต้องตอบโต้อย่างแน่นอน กระทบต่อยอดขายสินค้าในประเทศจีน
ทางเลือกการลงทุน
1.ลงทุนผ่านกองทุนรวม K-USA -ลงทุนในกลุ่ม Information Technology 35% Consumer Discretionary 30% Financials 9% ซึ่งทั้งสามกลุ่มคาดว่าจะได้รับประโยชน์จากนโยบายของ Trump
2.ลงทุนในหุ้นที่ไม่ได้รับผลกระทบทางการค้าจากประเทศจีน เช่น AMZN US (Amazon), FB US (Facebook), GOOG US(Alphabet, Google)
Theme 5: Gold
- นโยบายหลายๆอย่างของ Trump จะกระตุ้นให้เกิดเงินเฟ้อ เช่น การขึ้นภาษีสินค้านาเข้า การส่งคืนแรงงานต่างชาติทำให้ค่าแรงงานสูงขึ้นส่งผลให้ราคาสินค้าในประเทศเพิ่มขึ้น และมาตรการกระตุ้นทางการคลังทาให้เกิดการใช้จ่ายสูงขึ้น
- ความเสี่ยงทางการคลังมีมากขึ้น หากรัฐบาลชุดใหม่มีการใช้จ่ายจำนวนมากเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ไม่สามารถหาแหล่งรายได้ใหม่ๆเพื่อชดเชยรายได้ที่ลดลงจากการลดอัตราภาษี จะนำไปสู่อัตราส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีที่สูงขึ้นมาก
- สินทรัพย์ที่นักลงทุนให้ความสนใจมากที่สุดหากเกิดเหตุการณ์ข้างต้นคือทองคำดังนั้นการลงทุนในทองคำไว้เป็นส่วนหนึ่งของพอร์ต คาดว่าจะช่วยสร้างผลตอบแทนที่ดีได้ในระยะยาว
ทางเลือกการลงทุน
1.กองทุนทองคำ –ASP-GOLD
2.ลงทุนในบริษัทเหมืองแร่ทองคำ –ABX US(Barrick Gold Corp.)
Credit: วีรพล ตรีเพ็ชร์
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์ 042926
ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด
เอเซีย พลัส ยินดีให้คำแนะนำและปรึกษาการลงทุนต่างประเทศ โทร 02 680 1111
ศึกษารายละเอียดหรือสมัครเปิดบัญชีได้ที่ https://goo.gl/R1qzVU